ทำไม่กลัว กลัว (ทำแล้ว) ไม่สวย

บทความจาก หนังสือ "อ่านเถอะถ้าอยากสวย" โดย นพ.นิเวศ เสริมศีลธรรม

คราวก่อนพูดถึงผู้ชายสมัยนี้นิยมทำศัลยกรรมกันมากขึ้น ส่วนผู้หญิงก็มีมากไม่แพ้กัน แต่จะทำสวยทำหล่อสักที ต้องเลือกหมอ เลือกสถานที่อย่างไรให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัย ไร้กังวล เห็นทีต้องเริ่มจากการหาข้อมูลก่อนครับ

ใครที่ติดตามข่าวสารด้านความสวยความงามอยู่เป็นประจำ คงได้ยินข่าวร้ายๆ เกี่ยวกัยการทำศัลยกรรมเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นดาราสาวอยากหน้าเด้ง สุดท้ายกลายเป็นหน้าเละ หรือสาวอยากอึ๋ม แต่ต้องจบชีวิตลงเนื่องจากคอลลาเจนที่ฉีดเข้าไปเสริมนมทะลุปอด

ถ้าใครไม่รู้ก็คิดว่าศัลยกรรมนี่อันตรายจริงๆ แต่ถ้าอ่านลงไปในรายละเอียด จะพบว่าส่วนมากแล้วเกิดจากการกระทำของผู้ที่ไม่ใ่ช่แพทย์ หรือที่เรียกว่าหมอเถื่อนนั่นแหละ ใครที่สำนึกว่าถูกหลอกก็สายไปเสียแล้ว จะแก้ไขก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด บางรายทำมาแค่ไม่กี่พัน แต่เวลาแก้ไขต้องจ่ายเป็นหมื่นเป็นแสน แถมยังแก้ได้ไม่หมดอีกด้วย ครั้นจะไปเอาเรื่อง คุณท่านเหล่านั้นก็ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนกันหมดแล้ว

อยากสวยต้องรู้
ความสวยความงามไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ไม่ทำวันนี้แล้วพรุ่งนี้จะสายเกินไป หรือตลาดจะวายจนหาคนทำให้ไม่ได้ อยากสวยคงต้องใจเย็นๆ อยากศัลยกรรมตรงไหน ตา หู จมูก หน้า นม ท้อง ก็ควรไปทำการบ้านมาบ้าง ข้อมูลในปัจจุบันมีอยู่เยอะแยะื เช่น เว็บไซต์ของสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย www.plasticsurgery.or.th หรือจะเป็นเว็บไซต์ของผู้เขียนก็ได้ที่ www.siamswan.com จากนั้นกลับมาพิจารณาว่าใช่ที่คุณอยากได้หรือเปล่า มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง และรับมันได้หรือไม่








หาให้ถูกหมอ

คงไม่มีใครบ้าพอที่จะไปหาหมอเด็กเพื่อทำศัลยกรรมนะครับ เรื่องของศัลยกรรมความงามเป็นสาขาวิชาเฉพาะทางที่แพทย์จะต้องเรียนรู้อย่างแตกฉาน โดยมีความรู้พื้นฐานด้านศัลยกรรมตกแต่งมาเป็นอย่างดี แพทย์ที่ให้การรักษาจึงควรต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์อยู่ในตัว ข้อสำคัญต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง ศัลยแพทย์ความงามที่ดีควรให้ข้อมูลทั้งสองด้าน ไม่ใช่พูดแต่เรื่องดีๆ เพียงอย่างเดียว รวมถึงข้อจำกัดและข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้

หรือในกรณีหมอพูดดูเลิศเลอ แต่แปลกๆ ยังไงชอบกล เช่น วิธีใหม่ในการเสริมจมูก ไม่ต้องผ่าตัด ฉีดสาร... เข้าไปเลย ไม่พอใจเราสามารถดูดออกมาได้หมด ฟังดูถ้าไม่คิดมากก็จะรู้สึกว่าเป็นวิธีที่เยี่ยมมาก แต่ถ้าคิดต่ออีกนิดหนึ่งคุณก็จะพบว่ามันเป็นไปไม่ได้ ที่จะดูดสารที่ฉีดเข้าไปในร่างกายแล้วออกมาจนหมดอย่างง่ายดาย คิดง่ายๆ ว่าปูนกับทรายเมื่อผสมกันแล้ว คุณจะแยกแต่ทรายออกมาจากปูนได้หรือไม่ ลองคิดดูเอาเองแล้วกันนะครับว่าอยากได้หมอประเภทไหน

สถานที่ต้องใช่
ศัลยกรรมนะครับ ไม่ใช่ขายเครื่องสำอางที่จะทำแบบไหน ตรงไหนก็ได้ ขึ้นชื่อว่าศัลยกรรม เรื่องความสะอาดปลอดเชื้อต้องมาเป็นอันดับแรก สถานที่อุปกรณ์ต้องพร้อม ได้มาตรฐานเฉพาะทาง สถานที่ควรเป็นระเบียบ สะอาดและดูสวยงาม และถ้าพิถีพิถันมากกว่านั้นแอบดูห้องผ่าตัดสักนิด ห้องพักฟื้นเสียหน่อยคงไม่เสียหายอะไร

ดูโฆษณาได้ แต่ห้ามเชื่อทั้งหมด
คงต้องยอมรับว่าสื่อมีอิทธิพลต่อเราๆ ท่านๆ เป็นอย่างมาก ศัลยกรรมความงามเป็นอีกหนึ่งบริการที่ได้รับความนิยมค่อนข้้างสูง และมักได้รับการนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ เป็นจำนวนมากทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นควรใช้วิจารณญาณให้มากๆ ในการรับข้อมูลข่าวสาร เพราะบางครั้งสื่ออาจนำเสนอเพียงด้านเดียว ทางที่ดีควรสอบถามจากคนที่เคยไปใช้บริการมาก่อน หรือเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นๆ ด้วย สุดท้ายถ้าอยากรู้จริงๆ ก็คงต้องเข้าไปคุยกับคุณหมอเองเลยจะดีที่สุดครับ

ไม่พร้อม ไม่แน่ใจ กลับมาตั้งต้นใหม่
อย่างที่บอกแต่แรกว่าศัลยกรรมเป็นเรื่องที่รอได้ ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าจะทำดีหรือไม่ หรือยังไม่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ควรกลับมาทบทวนใหม่อีกรอบ ถ้าข้อมูลไม่พอก็หาเพิ่ม คุยกับคุณหมอท่านนี้ยังรู้สึกว่าไม่ใช่ ก็ลองไปปรึกษาคุณหมอท่านอื่นดูได้ จากน้นค่อยตัดสินใจอีกครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นเวลาืั้ที่คุณพร้อมที่สุดทั้งร่างกายและจิตใจ

เพื่อป้องกันความผิดหวัง คงต้องใช้สุภาษิตของฝรั่งที่ว่า "ไปให้ถูกที่ ทำให้ถูกเวลาและใช้บริการให้ถูกคน" เพื่อความสวยที่ถูกใจและปลอดภัยในเวลาเดียวกันครับ

Q: ถ้าอยากรู้ว่าเป็นหมอศัลยกรรมตกแต่งหรือไม่ จะสอบถามได้ที่ไหน
A: คุณสามารถตรวจสอบรายชื่อคุณหมอ ได้ที่สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย ซอยศูนย์วิจัย โทร. 0-2716-6214






หงุดหงิด-กินจุ ก่อนเมนส์มา

บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1

ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์เกือบทุกคน คงคุ้นเคยกับอาการทางร่างกายและจิตใจ ที่เปลี่ยนแปลงในช่วงก่อนมีรอบเดือน บางคนเกิดช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนมีรอบเดือน บางคน 10 วัน ก่อนที่จะมีรอบเดือน

"เลือดจะไป ลมจะมา" ตามหลักการทำงานของฮอร์โมนที่เกิดขึ้นเป็นวงจร วงจรละประมาณ 28-30 วันนั้น ทำให้เกิดผลทางร่างกายและอารมณ์หลายอย่าง ซึ่งโดยมากเป็นอาการทางจิตใจที่พบบ่อย คือ
  • หงุดหงิดง่าย รู้สึกไวต่อความรำคาญทุกชนิดอย่างที่ปกติไม่เคยรู้สึก ไม่ว่าจะกับเพื่อนร่วมงาน คนใกล้ชิด พนักงานเสิร์ฟอาหาร คนรับใช้ เพื่อนร่วมท้องถนน ฯลฯ
  • เครียด วิตกกังวลหลายเรื่อง บางครั้งเรื่องไม่เป็นเรื่องก็เอามานั่งคิดให้สมองทำงานหนัก โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ยิ่งคิดแล้วยิ่งหาทางออกไม่เจอ แต่กลับเจอปัญหาเพิ่มขึ้นอีก
  • เบื่อหน่าย ท้อแท้ เศร้า รู้สึกว่าชีวิตตีบตัน ไม่อยากทำอะไรๆ ที่เคยอยากทำ "ขี้เกียจ" เป็นคำที่ใช้รองรับอารมณ์นี้ แต่จริงๆ แล้วไม่อยากทำ คิดว่าทำไปก็ไม่รู้สึกสนุก ฯลฯ
สำหรับคุณผู้หญิงที่มีอาการดังกล่าวนานเกินสิบกว่าวันก่อนที่จะมีประจำเดือน ลองคำนวณดูจะพบว่าในเดือนเดือนหนึ่ง คุณจะมีช่วงปกติแค่เพียงสองสัปดาห์เท่านั้น แล้วในช่วงชีวิตหนึ่งคงมีช่วงปกติแค่เพียงครึ่งชีวิต

แต่ไม่เป็นไร เพราะหลังอ่านคอลัมน์นี้จบ คุณจะรู้ว่ามันก็แค่การเปลี่ยนแปลงของสารเคมี และในเมื่อร่างกายนี้ ชีิวิตนี้ รวมทั้งอารมณ์ ความรู้สึกนี้ล้วนแต่เป็นของเรา (Feelings belong to us) ดังนั้น เราจึงมีความชอบธรรมที่จะควบคุม เปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้นได้

กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนมีรอบเดือน (Premenstrual Syndrome หรือ PMS) ประกอบด้วยอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดตามตัว แน่นท้อง เจ็บเต้านม หิวบ่อย กินจุ นอนไม่หลับ จมูกไวต่อการรับกลิ่น ส่วนอาการทางจิตใจและอารมณ์ เช่น หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ เครียด วิตกกังวล ซึมเศร้าไม่มีสาเหตุ อารมณ์แปรปรวน ทั้งหลายนี้รวมเรียกว่า Premenstrual Dysphoric Disorder หรือ PMDD

โดยพบว่า PMDD จะเกิดง่ายขึ้นถ้ามีปัจจัยเสี่ยง เช่น การดื่มกาแฟมากๆ การสูบบุหรี่ ความเครียด อายุที่มากขึ้น ภาวะขาดวิตามินและประวัติบุคคลในครอบครัวที่มีอาการ PMDD

วิธีป้องกัน ได้แก่
  • รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ไม่ขาดวิตามินและแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม (ได้จากการดื่มนม กินปลาเล็กปลาน้อยทั้งก้าง งา ผักใบเขียวเข้ม)
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ทำให้เครียด
  • หลีกเลี่ยงกาแฟ บุหรี่และสุรา
  • รักษาน้ำหนักไม่ให้อ้วน
เมื่อเกิดอาการขึ้นแล้ว วิธีการบำบัดรักษาพื้นฐาน ได้แก่
  • หลีกเลี่ยงของหวาน กาแฟ บุหรี่ สุรา รับประทานผักสด ผลไม้ ธัญพืช หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม นมสด หลีกเลี่ยงเนื้อแดง แนะนำให้รับประทานอาหารมื้อละน้อยๆ อย่ารับประทานครั้งละมากๆ
  • รับประทานอาหารให้เป็นเวลา เพื่อป้องกันท้องอืด
  • ออกกำลังกายวันละ 30 นาที เบาๆ ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนัก
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด
  • ถ้าพบว่าอาการเป็นรุนแรงและรบกวนชีวิตประจำวันมาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยการรับประทานยา
อย่าปล่อยให้อารมณ์หงุดหงิดช่วงก่อนมีประจำเืดือน มารบกวนความสุขในการใช้ชีวิตประจำวันของคุณเลยนะคะ



ปรับตัวอย่างไรเมื่ออยู่ต่างวัฒนธรรม

บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1

พื้นที่ต่างๆ บนโลกใบนี้ ถูกแบ่งโดยอาศัยพิกัดซึ่งเป็นเส้นสมมติบนผิวโลก โดยสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมทั้งมนุษย์เป็นผู้อาศัย แต่ในพื้นที่เดียวกันก็ยังมีมนุษย์อีกหลากหลายเชื้อชาติ ที่มีความเป็นอยู่ ค่านิยม ธรรมเนียม ประเพณีและวิธีคิดที่แตกต่างกันออกไป

เมื่อต้องเดินทางไปยังที่ที่มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างไปจากที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อท่องเที่ยว เพื่อศึกษาต่อหรือเพื่อประกอบอาชีพก็ตาม สิ่งที่ต้องเผชิญ คือ สภาพความแตกต่างในด้านต่างๆ ที่เห็นได้ชัด เช่น ภาษา ศาสนา ภูมิอากาศ อาหาร ระบบการทำงานและการศึกษา

นอกจากนี้ยังมีในส่วนที่แอบแฝงอยู่ในบริบททางสัคม (Social Contexts) อื่นๆ อีก เช่น
  • ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น นักเรียนกับครู ลูกน้องกับหัวหน้า
  • วิธีการคิด ทัศนคติต่อเหตุการณ์ต่างๆ
  • งานอดิเรกยามว่าง
  • การแสดงออกทางด้านอารมณ์ เช่น สีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง
การที่ต้องเผชิญกับความแตกต่างเหล่านี้ ย่อมก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึุกบางอย่าง ซึ่งแต่ละบุคคลอาจไม่เหมือนกัน เช่น ความไม่มั่นใจในตัวเอง ความวิตกกังวลในความปลอดภัย ความไว้ใจในผู้อื่น ความรู้สึกโดดเดี่ยว ความหงุดหงิดง่าย ปัญหาในการกิน นอน ขับถ่าย ความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนเป็นอย่างมาก ซึ่งปฏิกิริยาเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติ แต่เป็นหนึ่งในกระบวนการปรับตัวให้เข้ากับสภาพวัฒนธรรมใหม่

Culture Shock เป็นคำที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ของความวิตกกังวลและความรู้สึกที่บุคคลมีต่อสภาพสังคม วัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปจากเดิมอย่างมาก ในบางครั้้งอาจรู้สึกขยะแขยง (Disgust) ในสภาวะของสังคมใหม่ ซึ่งสามารถจำแนก Culture Shock ออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
  1. Honeymoon Phase เกิดขึ้นขณะเพิ่งจะพบกับความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น สนุกสนาน สนใจสิ่งแวดล้อม
  2. Culture Shock Phase หรือ Negotiation Phase หลังจากช่วง Honeymoon เกิดขึ้น อาจเพียงสอง-สามวัน หลายสัปดาห์หรือหลายเดือนผ่านไป เริ่มมีความรู้สึกอึดอัดกับสังคมใหม่ กังวลในเรื่องความสะอาดมากกว่าปกติ รู้สึกว่าวัฒนธรรมใหม่นั้นไม่ดี ผู้คนไม่มีมารยาท น่ารังเกียจ จังหวะในการดำรงชีวิตเร็วเกินไปหรือช้าเกินไป รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากเข้าสังคม เก็บตัว มีความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการกิน การนอน บางคนมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย หงุดหงิดง่ายกว่าปกติ
  3. Adjustment Phase เป็นช่วงที่เริ่มปรับตัวปรับใจให้เข้ากับวัฒนธรรม ไม่มีความรู้สึกอึดอัด ไม่คิดอคติ ยอมรับสิ่งใหม่ในแบบที่เป็นได้ สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสบายใจ ช่วงนี้อาจใช้เวลาไม่กี่วันจนอาจนานถึงหลายเดือน
เมื่อสามารถปรัับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่ได้เป็นอย่างดีแล้ว และต้องกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอน บางคนอาจมีความรู้สึกแบบ Culture Shock ได้ เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Reverse Culture Shock แต่พบว่าคนที่มีประสบการณ์การเดินทางบ่อยๆ จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมอื่นได้ดีกว่าคนทั่วไป

เรามีคำแนะนำในการปฏิบัติตัว เมื่อต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ดังนี้
  • เตรียมศึกษาล่วงหน้าเกี่ยวกับสถานที่ที่กำลังจะไป วัฒนธรรม อาหาร ภูมิอากาศ ค่านิยม ลักษณะนิสัยของคนท้องถิ่น รวมทั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ
  • เตรียมสภาพร่างกายและจิตใจให้พร้อมที่จะปรับตัวรับวัฒนธรรมที่แตกต่าง
  • ยอมรับปฏิกิริยาทางร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ และสามารถหายได้
  • สังเกตและเรียนรู้การดำรงชีวิต การแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ จากคนท้องถิ่นและทดลองทำตาม
  • เปิดใจให้กว้าง ลดอคติ ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินสิ่งต่างๆ
  • พยายามเข้า่ร่วมกิจกรรมต่างๆ เท่าที่เป็นไปได้
  • มีอารมณ์ขันอยู่เสมอ แทนที่จะเครียด ขี้บ่น
  • กินอาหารที่ดี (ไม่จำเป็นต้องแพง) นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ไม่จำกัดตัวเองโดยการคบเฉพาะเพื่อนที่มาจากที่เดียวกับเรา
  • ติดต่อกับเพื่อนที่บ้านเกิด ครอบครัวบ้าง เพื่อลดความคิดถึงและความรู้สึกอยากกลับบ้าน

สิ่งสำคัญที่สุดที่มีผลให้การปรับตัวเป็นไปอย่างง่ายหรือยาก คือ ทัศนคติที่ว่าคนทุกชาติทุกภาษา ล้วนมีคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่ากัน ไม่มีวัฒนธรรมไหนที่ดีกว่า ถูกต้องกว่า เก่งกว่า และสิ่งที่แตกต่างไปจากตัวเอง ไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งที่ผิด แย่ หรือไม่ดีเสมอไป

ป่วยกาย อย่าป่วยใจ

บทความโดย พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1

ยามเจ็บไข้ได้ป่วย คนส่วนใหญ่จะไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงการเจ็บป่วยทางกาย เนื่องจากกาย (ร่างกายที่เป็นส่วนของเนื้อ หนัง กระดูก อวัยวะต่างๆ) กับใจ (ซึ่งประกอบไปด้วยความคิดอ่าน ความจำ ความรู้สึก) มีผลต่อเนื่องเชื่อมโยงถึงกันตลอดเวลา ทั้งยามหลับหรือยามตื่น ทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว

ในบางครั้งเกิดขึ้นจากสาเหตุทางร่างกายก่อน แล้วส่งผลกระทบต่อจิตใจ เช่น โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต อุบัติเหตุที่นำมาสู่การสูญเสียอวัยวะ โรคต่างๆ ที่มีอาการปวดเป็นหลัก เหล่านี้ย่้อมนำมาสู่ปฏิกิริยาตอบสนองทางจิตใจ อาจเป็นแค่ภาวะเครียดเพียงชั่วคราว แล้วสามารถทำใจยอมรับได้ หรืออาจรุนแรงเข้มข้นขึ้นถึงขั้นมีความผิดปกติทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล เป็นต้น เมื่อมีสภาวะทางร่างกายที่ผิดไปจากปกติในเรื่องของ
  • Distress คือ ความไม่สบายกาย รู้สึกอึดอัด ปวด เมื่อยล้า อ่อนแรง
  • Disability คือ สภาวะที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามปกติ
  • Disfiguring คือ การมีรูปร่างผิดไปจากปกติ
  • Immobility คือ สภาวะที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายตัวเองได้







ขั้นแรกสุดนั้น จิตใจจะต้องมีการปรับสมดุลโดยการใช้กลไกทางจิตใจต่างๆ (Defense Mechanism) หรือที่เรียกว่า ปรับใจให้สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ โดยให้มีความอึดอัดเกิดขึ้นน้อยที่สุด แต่ถ้าการปรับใจเกิดขึ้นได้ไม่ดีพอ ก็จะนำไปสู่ความอึดอัด ความเครียด ความกังวลหรือความโกรธ คราวนี้นอกจากเจ็บป่วยทางกายแล้ว ก็ยังเจ็บป่วยทางใจอีกต่อหนึ่งด้วย ที่มากไปกว่านั้นก็คือ ความเครียดทางจิตใจที่เกิดขึ้นนี้ ยังส่งผลทวีความเจ็บความปวดทางร่างกายให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

ความเป็นจริงของจิตใจเหล่านี้ มีน้อยคนที่จะตระหนักและรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกของตัวเอง เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เมื่อยามที่ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย ขอให้มีสติ ตระหนักรู้เท่าทันร่างกายและจิตใจ ว่าการเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมชาติล้วนๆ (เกิด แก่ เจ็บ ตาย) และไม่มีสิ่งใด ร่างกายใด อารมณ์ความรู้สึกใดที่จีรังยั่งยืน (อนิจจัง) การยึดติดในสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน ก็ย่อมนำไปสู่ความทุกข์ใจ

เมื่อเจ็บป่วยก็ให้รู้ว่าเจ็บป่วย ดูแลตัวเอง รับการรักษาให้เหมาะสม และระวังอย่าปล่อยให้จิตใจป่วยตามร่างกายไปด้วยนะคะ

กลิ่นปาก

บทความโดย ทันตแพทย์อัครพล เล้าสุทธิพงศ์ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1

หลายคนกลัวเรื่องกลิ่นปาก กลัวเพื่อนไม่อยากคุยด้วย กลัวเจ้านายเมินหน้าหนี ฯลฯ เรื่องที่คิดว่าเล็กนับวันเลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปได้เหมือนกัน เราจะมีวิธีแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ไปฟังกันครับ

สาเหตุของกลิ่นปากมีอยู่ 2 ปัจจัย คือ

ปัจจัยภายในช่องปาก ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
  • ฟันผุ เกิดจากการที่เชื้อโรคสเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) ที่อาศัยอยู่บนแผ่นคราบจุลินทรีย์ที่ติดบนตัวฟัน ย่อยสลายอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ส่งผลให้เกิดกรดแลคติกและอื่นๆ ที่ทำลายเนื้อฟันและผิวฟัน ทำให้เกิดเป็นหลุมและร่องลึก ถ้าฟันผุมากๆ ถึงขั้นทะลุโพรงประสาทฟัน ซึ่งทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อโพรงประสาทด้านใน จะส่งผลให้มีกลิ่นปาก ทั้งจากเนื้อฟันที่ตายและอาหารที่บูดหมักสะสมอยู่เป็นเวลานานในโพรงฟันที่ผุ
  • เหงือกอักเสบ สาเหตุใหญ่มาจากคราบจุลินทรีย์ที่สะสมอยู่ตามร่องเหงือก พอสะสมนานๆ น้ำลายซึ่งมีแร่ธาตุต่างๆ จะตกตะกอนทับลงไปบนบริเวณที่มีคราบจุลินทรีย์อยู่เดิมและจะเปลี่ยนเป็นหินปูน ยิ่งทิ้งไว้นานเหงือกจะอักเสบมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะสังเกตได้จากเหงือกร่นและจะเห็นฟันซี่ยาวขึ้น มีอาการปวดตื้อๆ ที่เหงือก เคี้ยวอาหารแล้วจะรู้สึกปวดและฟันโยก
  • แปรงฟันไม่สะอาด ทำให้เกิดการตกค้างของเศษอาหาร เมื่อมีการบูดเน่าทำให้เกิดกลิ่นขึ้นมาได้
  • การสูบบุหรี่ ทำให้มีคราบนิโคตินจับเกาะอยู่บนคราบหินปูนบนเคลือบฟัน
  • มีเศษอาหารตกค้าง และเกิดการบูดเน่าในบริเวณที่มีฟันผุเป็นรูกว้าง
  • การใส่ฟันปลอมที่หลวม ไม่พอดีกับเหงือก หรือนอนโดยที่ไม่ถอดฟันปลอมออกมาแช่ อาจทำให้เกิดกลิ่นจากเศษอาหารเล็กๆ และจากการที่เชื้อจุลินทรีย์สะสมอยู่บริเวณผิวฟันปลอม
  • เกิดจากการทานอาหารที่มีกลิ่น เช่น กระเทียม กะปิ สะตอ ฯลฯ
  • มีแผลในช่องปาก ทำให้ไม่สามารถทำความสะอาดฟันได้สะอาด
  • ฟันซ้อน เก หรือฟันคุด ทำให้ทำความสะอาดฟันได้อย่างไม่ทั่วถึง
  • การจัดฟัน ซึ่งทำให้ไม่สามารถทำความสะอาดฟันได้อย่างทั่วถึง
  • การครอบฟันที่ไม่พอดี อาจทำให้เกิดการตกค้างของเศษอาหาร
  • ผู้ที่เพิ่งถอนฟัน ทำให้ทำความสะอาดฟันได้อย่างไม่ทั่งถึง และแบคทีเีรียที่อยู่ในปากมาย่อยสลายลิ่มเลือด ทำให้เกิดกลิ่นได้
สาเหตุภายนอกช่องปาก
เกิดได้จากหลากหลายสาเหตุเช่นกัน เช่น โรคไซนัสอักเสบ โรคในระบบทางเดินอาหาร หวัด ท้องผูก โรคกระเพาะอาหาร ฯล








ถ้ามีปัญหาเรื่องช่องปาก ควรจะทำ
อย่างไรดี
สิ่งแรกที่ควรทราบ คือ ไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องจากอาจจะไปทำลายเชื้อโรคตัวอื่นๆ ที่ดีในช่องปาก ถ้าพบว่าเรามีกลิ่นปาก ควรแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน เช่น ใช้ไหมขัดฟัน ควรใช้ไหมขัดฟันเป็นอย่างยิ่ง เพราะการแปรงฟันปกติไม่สามารถทำความสะอาดเศษอาหารที่ติดอยู่ระหว่างซอกฟันได้

การแปรงลิ้นช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นปากได้ เนื่องจากด้านบนของลิ้นผิวไม่เรียบ ซึ่งบริเวณนี้จะเกิดการสะสมของกลิ่นได้ง่าย

ควรดื่มน้ำบ่อยๆ และควรไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจสุขภาพในช่องปากและแก้ปัญหาให้ก่อนที่จะลุกลามไป เช่น กำจัดคราบหินปูนก่อนที่จะเกิดฟันผุ

มีก้อนที่เต้านม ทำอย่างไรดี

หญิงสาวที่อายุยังน้อย...วัย 10 กว่า หรือ 20 กว่าปี เมื่อพบก้อนที่เต้านม มักจะรู้สึกอายหมอ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี แต่ใจหนึ่งก็กลัวว่าจะเป็นมะเร็ง เพราะได้ยินเรื่องมะเร็งเต้านมบ่อยๆ ใช่ไหมคะ ถ้าอยากรู้ว่าก้อนเนื้อนี้อันตรายมากน้อยแค่ไหน และจะมีวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง ไปฟังคำตอบจากคุณหมอกันค่ะ

เนื้องอกเต้านมชนิดธรรมดา พบได้บ่อยในหญิงสาว
รศ.นพ. อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่าจากข้อมูลทางสถิติ พบว่าก้อนเนื้อในเต้านมหญิงสาวส่วนใหญ่เป็นเนื้องอกเต้านมชนิดธรรมดา ซึ่งมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า ไฟโบรแอดิโนมา (Fibroadenoma) ลักษณะของก้อนที่พบมักจะเป็นก้อนเพียงก้อนเดียว (มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่พบหลายก้อน)

ก้อนที่พบมักจะไม่เจ็บ ขอบเขตกลมเรียบคล้ายลูกชิ้น กลิ้งไปมาได้ การเปลี่ยนแปลงของก้อนมักจะเป็นไปอย่างช้าๆ คือ โตขึ้นเพียงเล็กน้อย แม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายๆ เดือนก็ตาม พบได้ตั้งแต่ก้อนเล็กกว่า 1 เซนติเมตร จนถึงขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร

เป็นโรคอื่นได้หรือไม่
โรคอื่นๆ ที่พบในหญิงสาวแต่ไม่บ่อยเท่า ได้แก่ ซีสเต้านม (Fibrocystic Change) และมะเร็งเต้านม ซึ่งทั้ง 2 โรคจะมีลักษณะของการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากเนื้องอกธรรมดา คือ ซีสเต้านมมักจะโตขึ้นเมื่อใกล้รอบเดือน แต่จะเล็กลงหลังจากรอบเดือนมาแล้ว ขณะที่มะเร็งเต้านมจะโตขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาอันสั้น

จะพิสูจน์อย่างไร ว่าเป็นเนื้องอกเต้านมชนิดไม่ร้าย
การตรวจเพิ่มเติมที่จะช่วยในการยืนยันว่าเป็นเนื้องอกเต้านมชนิดธรรมดา ได้แก่ การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ซึ่งจะเห็นเป็นลักษณะก้อนเนื้อที่มีขอบเขตชัดเจน และการใช้เข็มขนาดเล็กเจาะนำเซลล์ไปตรวจ (Fine Needle Aspiration) ทั้งสองวิธีร่วมกับลักษณะอาการและการตรวจร่างกาย ก็จะบอกได้ค่อนข้างแน่นอนว่า ก้อนที่ตรวจพบเป็นเนื้องอกธรรมดา

รักษาอย่างไร
ก้อนเนื้องอกธรรมดาของเต้านมมักจะไม่หายเอง ดังนั้นจึงต้องผ่าตัดออก แพทย์มักจะแนะนำให้ผ่าตัดออกตั้งแต่เมื่อก้อนนั้นยังไม่ใหญ่จนเกินไป เพราะจะได้ไม่ต้องเกิดแผลจากการผ่าตัดขนาดใหญ่ มักจะใช้การผ่าตัดโดยการฉีดยาชาเฉพาะที่ การผ่าตัดนั้นไม่ใช่การผ่าตัดที่เร่งด่วน สามารถนัดวันเวลาที่แพทย์และผู้ป่วยมีความพร้อมได้

ในกรณีที่ก้อนนั้นมีขนาดใหญ่มาก อาจต้องผ่าตัดโดยการวางยาสลบ ในปัจจุบันมีเทคนิคที่สามารถผ่าตัดก้อนเนื้องอกเต้านมชนิดธรรมดาที่มีขนาดใหญ่ ให้มีแผลขนาดเล็กแค่ 2-3 เซนติเมตร

ผ่าตัดแล้วหายหรือไม่
ก้อนเนื้องอกเต้านม เมื่อผ่าตัดออกแล้วก้อนนั้นก็หายไป มีโอกาสที่จะเกิดโรคเป็นซ้ำที่เดิมหรือมีก้อนขึ้นที่อื่นอีกประมาณร้อยละ 5 ของผู้ที่เป็นเนื้องอกเต้านมชนิดธรรมดา

จะกลายเป็นมะเร็งหรือไม่
ยังไม่พบรายงานว่าหากทิ้งก้อนเนื้องอกเต้านมชนิดธรรมดาไว้จะกลายเป็นมะเร็ง แต่หากก้อนนี้พบในผู้สูงอายุอาจเป็นก้อนที่เป็นมะเร็งได้ ดังนั้น หากก้อนโตขึ้นควรได้รับการผ่าตัดออก หากยังไม่อยากผ่าตัดออก ควรมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงของก้อนเนื้อนี้เป็นระยะๆ สาวๆ รู้อย่างนี้แล้ว รีบสำรวจตัวเองเป็นการด่วน จะได้หาทางป้องกันแต่เนิ่นๆ ค่ะ

ก้อนที่เต้านม ไม่เจ็บ ยิ่งน่ากลัว
สาเหตุที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์เกี่ยวเนื่องกับโรคของเต้านมนั้น อันดับหนึ่ง ได้แก่ ก้อนที่เต้านม และรองลงมาคือ อาการเจ็บเต้านม ผู้หญิงส่วนใหญ่เมื่อมีอาการเจ็บเต้านม มักจะเริ่มสังเกตและคลำที่เต้านม ส่วนหนึ่งจะพบก้อนร่วมด้วย อีกส่วนหนึ่งไม่พบก้อนหรือไม่แน่ใจ แต่มักจะลงเอยด้วยการพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่เป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งมักจะมาพบแพทย์ค่อนข้างเร็ว ผิดกับผู้ที่มีก้อนที่เต้านม คลำได้แต่ไม่รู้สึกเจ็บ มักจะปล่อยเอาไว้เพราะคิดว่าไม่เป็นไร

ในบรรดาก้อนที่พบที่เต้านมนั้น มีโรคกลุ่มหลักๆ อยู่ 3 กลุ่ม คือ ซีสเต้านม เนื้องอกเต้านม (ไม่ร้าย) และมะเร็งเต้านม ซีสที่เต้านมจะมีการเปลี่ยนแปลงตามรอบเดือน โตก่อนรอบเดือนมาและเล็กลงหลังรอบเดือนมาแล้ว ส่นใหญ่แล้วผู้ป่วยที่มีซีสมักจะเจ็บที่ก้อน ซึ่งผิดกับกลุ่มเนื้องอกหรือมะเร็งซึ่งมักจะไม่ค่อยเจ็บ พบว่าร้อนละ 90 ของคนที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรกจะมีแต่ก้อน ไม่มีอาการเจ็บ ผู้หญิงหลายๆ คนมีความเข้าใจผิด คิดว่าก้อนที่ไม่เจ็บคงไม่เป็นไร และปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งก้อนมะเร็งใหญ่โตขึ้นมากแล้วจึงรู้สึกเจ็บได้

ในผู้หญิงที่พบก้อนที่เต้านมตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ในหญิงที่อายุมากกว่า 50 ปี หากพบก้อนที่เต้านม มีโอกาสจะเป็นมะเร็งเต้านมถึงร้อยละ 50

การพบก้อนที่เต้านมร่วมก้ีบการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของหัวนม หรือมีเลือดออกที่หัวนม หรือมีก้อนที่รักแร้ เป็นอาการเบื้องต้นที่สงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งเต้านมได้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ดังนั้น หากพบก้อนที่เต้านม ไม่ว่าก้อนนั้นจะเจ็บหรือไม่ก็ตาม ควรพบแพทย์ตรวจ ไม่ควรนิ่งนอนใจ

มดลูกอักเสบ...น่ากลัวไหมนะ

บทความโดย นพ.ก้องศาสดิ์ ดีนิรันดร์

มดลูกอักเสบ โรคนี้คุณๆ อาจได้ยินบ่อยๆ จนคุ้นหู ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในผู้หญิงอายุระหว่าง 15-45 ปี เกิดจากการอักเสบติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Inflammatory Disease) คือ การอักเสบแบบเฉียบพลันในบริเวณมดลูกและอาจแพร่กระจายไปสู่บริเวณช่องท้องได้ โรคนี้อาจมีภาวะแทรกซ้อนได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ซึ่งขึ้นอยู่กับเป็นการติดเชื้อในบริเวณใด
  • ถ้าติดเชื้อและเกิดการอักเสบบริเวณเยื่อบุโพรงมดลูก ก็จะเรียกว่า เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ
  • ถ้าติดเชื้อที่ปีกมดลูก จะเรียกว่า ปีกมดลูกอักเสบ (Salpingitis) คือ การติดเชื้อและเกิดการอักเสบขึ้นในบริเวณปีกมดลูก







สังเกตตัวเองถ้า...
  • มีไข้เกิน 38 องศาเซลเซียส หนาวสั่น ซึ่งอาการไข้จะเกิดขึ้นพร้อมหรือใกล้เคียงกับอาการปวดท้องน้อย
  • ปวดท้องน้อย ส่วนใหญ่มักเริ่มปวดก่อนและหลังมีประจำดือน (ส่วนใหญ่มักไม่เกิน 14 วันหลังมีประจำเดือน) เป็นอาการปวดหน่วงตลอดเวลาร่วมกับปวดเกร็งเป็นระยะ และจะรู้สึกปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ถ้ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย แสดงว่าโรคได้ลามไปถึงเยื่อยุช่องท้องแล้ว ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ อาจะเป็นอันตรายได้
  • ตกขาวมีกลิ่น
สาเหตุ
มักเกิดจากการติดเชื้อในบริเวณอวัยวะเพศ และเกิดการอักเสบแล้วลามขึ้นมายังส่วนบน โดยแบ่งออกเป็น
  • การติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์ โดยส่วนใหญ่พบว่าเป็นเชื้อหนองใน (Neisseria Gonorrhoea) และเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia Trachomatis) ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าเกิดจากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่ชอบเที่ยวและมีคู่นอนหลายคน
  • ภาวะขาดสมดุลของสิ่งแวดล้อมในช่องคลอด เช่น มีเลือดออกในช่องคลอดเรื้อรัง การบาดเจ็บจากการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งมักเป็นเชื้อแบคทีเรีย เช่น Peptococci, Peptostreptococci, Gardnerella Vaginalis และอื่นๆ
  • การติดเชื้อหลังคลอด (Pueperai Infectin) มักเกิดจากการกระตุ้นเชื้อที่มีอยู่แล้วในช่องคลอด อย่างเชื้อสแตฟฟีโลค็อกคัส และเชื้อสเตรปโตค็อกคัสจนเกิดเป็นโรค โดยมักมาจากการคลอดที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น โลหิตจาง คลอดยาก การบาดเจ็บ เศษรกค้าง ภาวะครรภ์เป็นพิษ ถุงน้ำคร่ำแตกรั่วอยู่นานก่อนคลอด ฯลฯ ซึ่งมักเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด
  • การทำแท้ง หากไม่ได้ทำอย่างสะอาดอาจทำให้เกิดการอักเสบขึ้น และอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้

ใครที่เสี่ยงต่อโรคนี้
  • ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยๆ หญิงบริการ หรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่เสี่ยงต่อการมีโรคหนองในหรือหนองในเทียม
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ขณะอายุยังน้อย เนื่องจากมีภูมิป้องกันตัวเองต่ำ และมูกของปากมดลูกยังไม่สามารถป้องกันการลุกลามของเชื้อแบคทีเรียได้ดีพอ
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือน หรือในช่วงหลังคลอดได้ไม่นาน เนื่องจากในช่วงนี้ สภาพของมดลูกยังไม่มีกลไกในการป้องกันการติดเชื้อได้ดีพอ จึงอาจทำให้ติดเชื้อและเกิดการลุกลามได้
  • ผู้ที่ใช้การคุมกำเนิดแบบห่วงอนามัย
  • ผู้ที่สวนล้างช่องคลอดเป็นประจำ เนื่องจากการสวนล้างช่องคลอดทำให้เสียภาวะสมดุลของเชื้อโรคตัวที่ควรจะมีในช่องคลอดและบริเวณมดลูกไป ปฏิชีวนะตามเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค

แนวทางป้องกัน
  • งดการร่วมเพศกับผู้ที่มีความเสี่ยง
  • หลังการคลอดบุตร ขูดมดลูกหรือแท้งบุตร ควรงดการร่วมเพศหรือสวนล้างช่องคลอดเป็นเวลา 6 อาทิตย์
  • ถ้าสงสัยว่าติดเชื้อหนองใน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ก่อนที่จะลุกลามไปมากขึ้นจนกลายเป็นปีกมดลูกอักเสบ
  • ไม่ควรสวนล้างช่องคลอดบ่อยๆ

วิธีการรักษา
ถ้าดูตามอาการแล้วสงสัยว่าอาจจะเป็นมดลูกอักเสบ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อป้องกันการลุกลามไปส่วนอื่น ถ้าถึงขั้นมีไข้สูง กดแล้วเจ็บ หรือปวดบริเวณท้องน้อย ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจรักษาดังนี้
  • ตรวจปัสสาวะ
  • ตรวจเม็ดเลือดขาว
  • นำหนองในช่องคลอดไปตรวจหาเชื้อ หรืออัลตราซาวด์
ผู้ป่วยอาจต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งจะต้องดูตามอาการของผู้ป่วย เช่น การให้ยาแก้ปวด การลดไข้ การให้น้ำเกลือ และอาจต้องให้เลือดถ้าผู้ป่วยมีอาการซีด และต้องให้ยา